โน้ตทุกอย่างได้เขียนครบละนะ -*- พี่แต่งมันทั้งวันทั้งคืน จนหัวสมองมีแต่ตัวโน้ตละเนี่ย 5555+
** ตารางเวลากิจกรรมงานของเรา ดาวน์โหลดจากตรงนี้เลยจร้า >> Download
งานที่เรารับมี
1.คืนวันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม 2552
( งานเลี้ยงอาหารรับรองผู้นำ - บรรยากาศกาล่าดิเนอร์ )
เพลงที่ใช้ Theme : Baroque Supper
- Canon in D Major
- Minuet in G ( J.S. Bach - HananYm Arranged Version )
2. วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม 2552
รอบเช้า นมัสการ อ.สุปรีชา ( อ.ของอยุธยา ) นำครับ
เพลงช้า (เพลงเร็ว ก็นมัสการพระเจ้าครับ ไม่เล่น ชื่นชมยินดี อิอิ )
-ให้เราเทิดทูน
-ในพระนิเวศน์พระองค์
- ข้ามีชีวิตได้อย่างไร
รอบคอนเสิร์ต อ. กบ กะ พี่ดำ นำนมัสการ
เพลงเร็ว ก็ไม่เล่นครับ เพลงช้าก็ดังนี้
-ให้เราเทิดทูน
-สถิตกะเรา
-พระองค์ทรงอยู่ในชีวิตฉัน
-- ท่อนจากใจ Free Praise พี่จะโซโล่ไวลินเองจร้า + คอนดักต์เองด้วย
จากนั้นก็ มินิคอนเสิร์ตของเรา
HananYm Mini Concert : Canon IN Dance Theme !!!!
ให้กับงานค่ายเด็ก แต่งแฟนซีนะคร้าบน้องๆ
ส่วนวันที่ สาม วันสุดท้ายมีเล่นละครให้เด็กดูเฉยๆ ขำๆครับ ไม่มีไร เดี๋ยวนัดซ้อมอีกที
ปล. ขอบคุณสำหรับความร่วมมือของทุกคนในทีมครับ
ที่สำคัญ ขอบคุณน้องญา มือเชลโล่ จากปทุมที่สัญญากับเราว่าจะมาเล่นด้วยกัน ยินดีๆ ๆๆ ๆ ๆ อิอิ
อย่าลืม อธิษฐานเฝ้าเดี่ยว ทุกวันนะครับ เตรียมชีวิตก่อนไๆปค่าย ทำตัวศักดิ์สิทธิ์เข้าไว้เน่อ
มีไรโทรหาพี่นะคร้าบบบบ น้องๆ
วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2552
วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2552
บทเพลง 4 ฤดูของวิวาลดี
ความหมายและจินตภาพ
1. ฤดูใบไม้ผลิ Spring (La Primavera)
- Allegro เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง เสียงนก เสียงแมลงแสดงถึงความตื่นเต้น ดีใจ ร่าเริง สลับด้วยเสียงฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ให้เห็นถึงการตื่นตัวของธรรมชาติโดยมีเสียงน้ำไหลเอื่อยๆ ในลำธาร ประกอบชั่วขณะหนึ่งก็มีพายุมาทำลายความเงียบสงบนี้ หลังจากนั้นไม่นานพายุก็ผ่านพ้นไปและนกก็เริ่มร้องเพลงอีกครั้ง
- Largo เสียงเพลงบรรยายให้นึกถึงภาพดอกไม้บาน คนเลี้ยงแกะกำลังนอนหลับในบ้าน และได้ยินเสียงเห่าของสุนัขผู้ซื่อสัตย์ของเขา ที่เฝ้าบ้านและคอยระวังฝูงแกะ
- Allegro (Danza pastorale) เสียงแหบของปี่สก๊อต การร้องรำทำเพลงของคนเลี้ยงแกะชายและหญิง เพื่อต้อนรับฤดูใบไม้ผลิที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้านี้
2. ฤดูร้อน Summer (L’ estate)
- Allegro non molto เสียงเพลงเริ่มต้นด้วยความอิดโรยและอ่อนล้าของฤดูกาล ความร้อนใต้แสงอาทิตย์ ต่อมาจึงถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยเสียงนกคุกคู (นกกาเหว่า) ตามมาด้วยเสียงนกเขา และเสียงลมตะวันตก ลมเหนือที่พัดโชย ซึ่งถูกขัดขึ้นมาด้วยเสียงที่รุนแรง กระแสลมได้อ่อนตัวลงและเราได้ยินเสียงคร่ำครวญของคนเลี้ยงแกะ
- Adagio-Presto-Adagio ในช่วงจังหวะช้านี้นำมาซึ่งความสงบแต่ก็มีเสียงฟ้าร้อง ฟ้าผ่าอันน่ากลัวและคลอเคล้ากับเสียงอื้ออึงของเหล่าแมลงต่าง ๆ มากมายทั้งมดและตัวหนอน
- Presto (Tempo impettuoso d’ estate) ความกลัวเริ่มจางหายไป ข้าวโพดพืชผักต่าง ๆ งอกงาม ลีลาในช่วงนี้นำมาซึ่งพายุฤดูร้อนที่กำลังจะพัดมาถึง
3. ฤดูใบไม้ร่วง Autumn (L’autunno)
- Allegro (Ballo, e canto de’ villanelli) เสียงเพลงบรรยายด้วยเพลงเต้นรำชนบท เพื่อเฉลิมฉลองการเก็บเกี่ยวพืชผลที่สุกใหม่ มีการกินเลี้ยงกันอย่างมากมาย การเต้นรำร้องเพลงของขี้เมา ความสุขจบลงจนหลับ
- Adagio molto (Ubriachi dormienti) ทุกคนสนุกสนาน ร้องเพลงเต้นรำจนหมดแรงและผลอยหลับไปด้วยความสุข
- Allegro (La caccia) การออกล่าสัตว์ยามรุ่งอรุณ เสียงแตรจากคนล่าสัตว์ เสียงเห่าของสุนัขของคนล่าสัตว์และเสียงปืน เสียงของแนวไวโอลินในช่วงเดี่ยวนี้ใช้เป็นตัวแทนของสัตว์ที่ถูกล่า ซึ่งวิ่งหนีด้วยความกลัวและตายลงด้วยความเหนื่อยอ่อนจากความตื่นตระหนก
4. ฤดูหนาว Winter (L’ inverno)
- Allegro non molto เปิดแนวทำนองด้วยความหนาวเย็นยะเยือกของสายลมแห่งฤดูหนาวมาเยือน หิมะจับตัวเป็นน้ำแข็ง ลมหนาวพัดผ่านหนาวจากเท้าสู่ศีรษะ
- Largo บรรยายบรรยากาศอันอบอุ่นรอบเตาผิงที่อยู่กันอย่างสงบสุข มองไปยังภายนอกก็ยังคงมีสายฝนตกอยู่อย่างไม่ขาดสาย
- Allegro ลีลาของเพลงในช่วงนี้แสดงถึงความร่าเริงเบิกบานและความกลัวอันตรายจากการ เดินฝ่าไปบนน้ำแข็งด้วยความระมัดระวังกลัวลื่นหกล้ม ก็ยังพลาดล้มลง แต่ก็ได้พยายามลุกขึ้นเดินใหม่ได้ และสามารถวิ่งได้อย่างรวดเร็ว จนกระทั่งน้ำแข็งแตก เราได้ยินเสียงลมมาจากทุกทิศทุกทาง โหมกระหน่ำ ความสว่างจากหิมะสะท้อนท้องฟ้านำมาซึ่งความสุขในฤดูหนาวนี้
1. ฤดูใบไม้ผลิ Spring (La Primavera)
- Allegro เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง เสียงนก เสียงแมลงแสดงถึงความตื่นเต้น ดีใจ ร่าเริง สลับด้วยเสียงฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ให้เห็นถึงการตื่นตัวของธรรมชาติโดยมีเสียงน้ำไหลเอื่อยๆ ในลำธาร ประกอบชั่วขณะหนึ่งก็มีพายุมาทำลายความเงียบสงบนี้ หลังจากนั้นไม่นานพายุก็ผ่านพ้นไปและนกก็เริ่มร้องเพลงอีกครั้ง
- Largo เสียงเพลงบรรยายให้นึกถึงภาพดอกไม้บาน คนเลี้ยงแกะกำลังนอนหลับในบ้าน และได้ยินเสียงเห่าของสุนัขผู้ซื่อสัตย์ของเขา ที่เฝ้าบ้านและคอยระวังฝูงแกะ
- Allegro (Danza pastorale) เสียงแหบของปี่สก๊อต การร้องรำทำเพลงของคนเลี้ยงแกะชายและหญิง เพื่อต้อนรับฤดูใบไม้ผลิที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้านี้
2. ฤดูร้อน Summer (L’ estate)
- Allegro non molto เสียงเพลงเริ่มต้นด้วยความอิดโรยและอ่อนล้าของฤดูกาล ความร้อนใต้แสงอาทิตย์ ต่อมาจึงถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยเสียงนกคุกคู (นกกาเหว่า) ตามมาด้วยเสียงนกเขา และเสียงลมตะวันตก ลมเหนือที่พัดโชย ซึ่งถูกขัดขึ้นมาด้วยเสียงที่รุนแรง กระแสลมได้อ่อนตัวลงและเราได้ยินเสียงคร่ำครวญของคนเลี้ยงแกะ
- Adagio-Presto-Adagio ในช่วงจังหวะช้านี้นำมาซึ่งความสงบแต่ก็มีเสียงฟ้าร้อง ฟ้าผ่าอันน่ากลัวและคลอเคล้ากับเสียงอื้ออึงของเหล่าแมลงต่าง ๆ มากมายทั้งมดและตัวหนอน
- Presto (Tempo impettuoso d’ estate) ความกลัวเริ่มจางหายไป ข้าวโพดพืชผักต่าง ๆ งอกงาม ลีลาในช่วงนี้นำมาซึ่งพายุฤดูร้อนที่กำลังจะพัดมาถึง
3. ฤดูใบไม้ร่วง Autumn (L’autunno)
- Allegro (Ballo, e canto de’ villanelli) เสียงเพลงบรรยายด้วยเพลงเต้นรำชนบท เพื่อเฉลิมฉลองการเก็บเกี่ยวพืชผลที่สุกใหม่ มีการกินเลี้ยงกันอย่างมากมาย การเต้นรำร้องเพลงของขี้เมา ความสุขจบลงจนหลับ
- Adagio molto (Ubriachi dormienti) ทุกคนสนุกสนาน ร้องเพลงเต้นรำจนหมดแรงและผลอยหลับไปด้วยความสุข
- Allegro (La caccia) การออกล่าสัตว์ยามรุ่งอรุณ เสียงแตรจากคนล่าสัตว์ เสียงเห่าของสุนัขของคนล่าสัตว์และเสียงปืน เสียงของแนวไวโอลินในช่วงเดี่ยวนี้ใช้เป็นตัวแทนของสัตว์ที่ถูกล่า ซึ่งวิ่งหนีด้วยความกลัวและตายลงด้วยความเหนื่อยอ่อนจากความตื่นตระหนก
4. ฤดูหนาว Winter (L’ inverno)
- Allegro non molto เปิดแนวทำนองด้วยความหนาวเย็นยะเยือกของสายลมแห่งฤดูหนาวมาเยือน หิมะจับตัวเป็นน้ำแข็ง ลมหนาวพัดผ่านหนาวจากเท้าสู่ศีรษะ
- Largo บรรยายบรรยากาศอันอบอุ่นรอบเตาผิงที่อยู่กันอย่างสงบสุข มองไปยังภายนอกก็ยังคงมีสายฝนตกอยู่อย่างไม่ขาดสาย
- Allegro ลีลาของเพลงในช่วงนี้แสดงถึงความร่าเริงเบิกบานและความกลัวอันตรายจากการ เดินฝ่าไปบนน้ำแข็งด้วยความระมัดระวังกลัวลื่นหกล้ม ก็ยังพลาดล้มลง แต่ก็ได้พยายามลุกขึ้นเดินใหม่ได้ และสามารถวิ่งได้อย่างรวดเร็ว จนกระทั่งน้ำแข็งแตก เราได้ยินเสียงลมมาจากทุกทิศทุกทาง โหมกระหน่ำ ความสว่างจากหิมะสะท้อนท้องฟ้านำมาซึ่งความสุขในฤดูหนาวนี้
ข่าวด่วนล่าสุด สดๆร้อน 1/09/2009
นี่ก็เข้าช่วงเกือบปลายฤดูฝนกันแล้ว หวังว่าน้องๆคงดูแลสุขภาพตัวเองอย่างดีกันนะครับ
อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย รถราก็เยอะ ถนนก็ลื่นไปไหนมาไหนต้องระมัดระวังให้มากขึ้นด้วยนะครับ
ข่าวร้อนๆของชาวฮานานีมก็ได้มารายงานถึงที่แล้ว
วันที่ 9 - 11 ตุลาคม 2009 นี้ จะมีค่ายสัมมนาวิชาการทางพระคัมภีร์ หรือค่ายเยาวชนและครอบครัว
ชาวความหวัง(แท้)ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งก็จัดกันมาอย่างต่อเนื่องทุกปี
ทางเบื้องบนก็ได้ รีเควสท์ลงมาว่า ขอจังหวัดสมุทรสาครนำนมัสการทั้งวันเสาร์เลย
( อ่าว งานเข้าเลยครับ ) แต่หน่วยสถาบันของเราก็ได้รับกรดูแลเด็กอีกเช่นเคย แต่ทว่า
ทางฮานานีมก็ต้องเข้ามามีส่วนในการทำวงเครื่องสายด้วยในการขึ้นคอนเสิร์ตครั้งนี้ครับ
ดังนั้นพี่จึงขอสาธยายตำแหน่งอย่างเป็ฯทางการของบุคคลที่(ต้อง) ไปค่ายกับเราในครั้งนี้ ( เนื่องจากเห็นว่าน้องๆหลายคนน่าจะเหยียดในการมาได้ ไม่มีปัญหากับทางบ้านครับ ไปค้างไกลๆ ทางบ้านอาจเป็นห่วง)
ตำแหน่งต่างๆ ดังระบุด้านล่างชัดเจนครับ
1. พี่แบงค์ -คอนดักเตอร์
2.นนท์ - ไวโอลิน 1
3. พรีม - ไวโอลิน 2
4. พี่กุล - ไวโอลิน 2
5. โอลีฟ -ไวโอลิน 2
6. ต้อม -ไวโอลิน 1
7. เบลล์ - วิโอล่า
8. โฮป - เชลโล่
9. ญา - เชลโล่
10. อุก - ไวโอลิน 2
11. ไอซ์ - แซ็กโซโฟน
รวม 11 ชีวิต
-ตั้ม กลายเป็นไปร้องเพลง
-เจมส์ เล่นเปียโน (ตำแหน่งเดิม หาแชมป์โค่นยากเหลือเกิน)
ปีหน้าก็ซ้อมกันมากๆๆๆ แล้วเรามาขายของหาเงินเข้าทีมกัน อิอิ
อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย รถราก็เยอะ ถนนก็ลื่นไปไหนมาไหนต้องระมัดระวังให้มากขึ้นด้วยนะครับ
ข่าวร้อนๆของชาวฮานานีมก็ได้มารายงานถึงที่แล้ว
วันที่ 9 - 11 ตุลาคม 2009 นี้ จะมีค่ายสัมมนาวิชาการทางพระคัมภีร์ หรือค่ายเยาวชนและครอบครัว
ชาวความหวัง(แท้)ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งก็จัดกันมาอย่างต่อเนื่องทุกปี
ทางเบื้องบนก็ได้ รีเควสท์ลงมาว่า ขอจังหวัดสมุทรสาครนำนมัสการทั้งวันเสาร์เลย
( อ่าว งานเข้าเลยครับ ) แต่หน่วยสถาบันของเราก็ได้รับกรดูแลเด็กอีกเช่นเคย แต่ทว่า
ทางฮานานีมก็ต้องเข้ามามีส่วนในการทำวงเครื่องสายด้วยในการขึ้นคอนเสิร์ตครั้งนี้ครับ
ดังนั้นพี่จึงขอสาธยายตำแหน่งอย่างเป็ฯทางการของบุคคลที่(ต้อง) ไปค่ายกับเราในครั้งนี้ ( เนื่องจากเห็นว่าน้องๆหลายคนน่าจะเหยียดในการมาได้ ไม่มีปัญหากับทางบ้านครับ ไปค้างไกลๆ ทางบ้านอาจเป็นห่วง)
ตำแหน่งต่างๆ ดังระบุด้านล่างชัดเจนครับ
1. พี่แบงค์ -คอนดักเตอร์
2.นนท์ - ไวโอลิน 1
3. พรีม - ไวโอลิน 2
4. พี่กุล - ไวโอลิน 2
5. โอลีฟ -ไวโอลิน 2
6. ต้อม -ไวโอลิน 1
7. เบลล์ - วิโอล่า
8. โฮป - เชลโล่
9. ญา - เชลโล่
10. อุก - ไวโอลิน 2
11. ไอซ์ - แซ็กโซโฟน
รวม 11 ชีวิต
-ตั้ม กลายเป็นไปร้องเพลง
-เจมส์ เล่นเปียโน (ตำแหน่งเดิม หาแชมป์โค่นยากเหลือเกิน)
ปีหน้าก็ซ้อมกันมากๆๆๆ แล้วเรามาขายของหาเงินเข้าทีมกัน อิอิ
วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ความหมายตราสัญลักษณ์ ประจำวงครับ

อ่า วงของเราก็มีตราสัญลักษณ์ที่สวยงามที่พี่อุตส่าห์เฝ้าแต่งแต้มด้วยความยากลำบาก เพราะอันนนี้เราจะเอาไว้แปะตามสูจิบัตรงานต่างๆและเป็นสัญลักษณ์ของวงเรา ตามหนังสือเพลงที่เราใช้เล่นด้วยครับ
1. คำว่า HananYm ชื่อวงของเรานั่นเอง สะกด แบบนี้นะครับ สำหรับ ฮานานีม เป็นภาษาเกาหลี แปลว่า พระเจ้า ครับ วงของเราจะเล่นเพลงเพื่อสรรเสริญพระเจ้าและจะเป็นพระพรนำคนมารู้จักกับความรอดในพระเยซูครับ นี่คืองานหลักของเราครับ
2. อักษร Sacra Musica Dei (ซากรา มูซิกา เดอี ) เป็นภาษาละตินครับ หมายถึง บทเพลงศักดิ์สิทธิ์ที่เราจะมอบถวายแด่พระเจ้าครับ ทำไมต้องใช้ภาษาละติน ? เพราะภาษาละติน เป็ฯภาษาที่สมัยพระเยซูใช้ด้วยครับ สมัยอาณาจักรโรมันโบราณนั่นเอง นอกจากนี้ในสมัยของพระเยซู เค้ายังพูดภาษาอาราเมค และภาษาฮีบรูกันด้วย แต่ภาษาละตินเป็นภาษาราชการของสมัยนั้นครับ และ ทางศาสนจักรคาธอลิกก็ใช้ภาษาละตินในบทสวดต่างๆ ถือได้ว่าเป็นภาษาศักดิ์ศิทธิ์ครับ
3. ไม้กางเขน -- สัญลักษณ์แห่งการไถ่บาปของพระเยซูเจ้าครับ
4. ไวโอลิน 2 ตัว และ แซกโซโฟน 2 ตัว หันหน้าไปตามทิศต่างๆ หมายถึง วงของเราจะใช้ดนตรีเป็นสื่อให้คนได้รู้จักกับพระเจ้าครับ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนๆ คนต้องรู้จักพระเจ้าผ่านเสียงเพลงของเราครับ
5.ช่อมิสเซิลโทด้านล่าง หมายถึง ความบริสุทธิ์และการเกิดดอกออกผล นอกจากงานเกลือและงานแสงสว่างที่พวกเราทำแล้ว ส่วนหนึ่งของทีมก็ทำให้สถาบันได้เกิดดอกออกผลมีคนมาเชื่อมากขึ้นด้วย เย้ๆๆ
6. รูปดาวที่เกิดจากเกล็ดหิมะ หมายถึง แมัว่าพวกเราอาจจะยังไม่สมบูรณ์( เหมือนดาวจริงๆที่ส่องแสงเจิดจรัส) แต่ในพระเจ้าที่อยู่เหนือเราแล้ว พระองค์จะนำำเราไปสู่ความไพบูลย์ของพระคริสต์ครับ
7. สีดำ - - ไม่มีความหมายครับ จริงๆ ทำไว้หลายสี แต่ชอบสีดำ มันสวยแล้วก็ชัดดี เวลาไปสกรีนใส่อะไร เอิ๊กๆๆๆ 5555+
อลังการงานสร้างไหมครับน้องๆ ทีมเราไม่ใช่เด็กๆนะคร้าาาาาาาาาบ
ยังไงก็ขยันซ้อม ขยันอ่าน ขยันเรียนนะครับ อย่าลืมพาเพื่อนมารู้จักพระเจ้าเยอะๆล่ะ วันนี้ไปก่อนครับ เจอกันในแคร์
วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ตำแหน่งเครื่องดนตรีอย่างเป็นทางการ(ภาคปรับปรุง)

หลังจากจัดแจง แบ่งตัวละคร ได้อย่างลงตัว ก็กลายเป็นผลสรุปได้ดังนี้ครับ
ไวโอลิน - น้องพรีม
ไวโอลิน - พี่กุล
ไวโอลิน+เปียโน - เจมส์
ไวโอลิน+คอนดักต์+เชลโล่ - พี่แบงค์
ไวโอลิน - นนท์
ไวโอลิน - อุค
ไวโอลิน - โอลีฟ
วิโอลา - เบลล์
วิโอล่า - ตั้ม
เชลโล - พี่อาร์ต
ส่วนโฮปต้องตัดออกไปชั่วคราว เพราะตอนนนี้เล่นเบสริทึ่ม
ไปอยู่ร่วมกะวงริทึ่มแล้วครับ รอซื้อเบสคลาสสิค แล้วเดี๋ยวเรียกใช้งานนะ
รวมโดยเสถียร ตอนนี้ แชมเบอร์เรา มี
ไวโอลิน 5 คน ( ไม่รวมพี่นะ)
วิโอล่า 2 คน
เชลโล่ 1 คน ( ไม่รวมข้าพเจ้า )
เปียโน 1 คน
ซึ่งข้าพเจ้าเป็นตัวสแปร์ไว้
ถือว่าจำนวนนี้ก็เป็นจำนวนที่เหมาะสมเลยทีเดียวสำหรับการตั้งวงเล็กๆ
ในอนาคต พี่เชื่อว่าจะมีคนเข้ามารวมวงกะเรามากขึ้น ถ้าพวกเราหมั่นขยันซ้อมกัน
พี่จะเปิด "ชมรมเครื่องสายสากล" หลังเรียน พพช. ทุกวันอาทิตย์แล้วน้า
ประมาณปลายๆตุลาฯ พี่จะเรียนเชิญอาจารย์เรามาเปิดงานเปิดชมรมเราอย่างเป็นทางการ
ให้มาเจิมแต่ละคนเลย แล้วจากนั้นน้องๆก็จะสามารถเล่นได้อย่างเทพ
เพราะว่าได้รับการเจิมแล้ว *0*
สำหรับน้องๆที่จะซื้อเครื่องรีบเก็บตังเข้านะจ๊ะ สิ้นตุลาพี่ก็จะซื้อสักเครื่องเพื่อสแปร์ให้น้องๆ
เล่นกันเนี่ยแหละ -- รีบซื้อเป็นสมบัติส่วนตัว สมบัติส่วนรวมจะได้ให้คนมาใหม่ๆ มีภาระใจ
ต่อไปครับ
อ่าที่สำคัญ เราจะสกรีนเสื้อใส่กันด้วย อิอิ .... อะ โลโก้ อย่าง(กึ่ง) เป็นทางการครับ(ด้านบน)
เป้าต่อไปเล่นสิ้นปีครับ คริสต์มาส ส่วนงานครบรอบโบสถ์คิดว่าอาจจะซ้อมไม่ทัน ...
เราจะเล่นเพลง White Christmas กับ Jingle Bells กัน เรื่องโน้ตเพลงพี่จะจัดให้อีกทีจ่ะ
วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
ตำแหน่งและเครื่องดนตรีอย่างเป็นทางการ
คราวนี้ก็มาแจ้งตำแหน่งทางการเล่นอย่างเป็นทางการของทางวงแชมเบอร์ของเราเบื้องต้นนะครับ

ไวโอลิน - น้องพรีม
ไวโอลิน - พี่กุล
ไวโอลิน+เปียโน - เจมส์
ไวโอลิน+คอนดักต์ - พี่แบงค์
ไวโอลิน - นนท์
ไวโอลิน - อุค**
ไวโอลิน - ต้อม ( กาญจน์ฯ)**
ไวโอลิน - เอ็ม**
วิโอลา - เบลล์
วิโอลา - โอลีฟ
เชลโล - ตั้ม
เชลโล - พี่อาร์ต
ทรัมเปต - โฮป
สำหรับไวโอลิน ยังไม่แบ่งไลน์ 1/2 นะ ...
นี่คือตัวละครหลักๆทั้งหมดของฮานานีม ณ ปัจจุบัน
ก็ถือว่าเยอะในระดับแชมเบอร์ละนะเนี่ย
เวลาซ้อมวงเริ่มตั้งแต่ 15.30-17.00 ของวันเสาร์ทุกเสาร์
ตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป
แต่ก่อนจะถึงช่วงนั้น จะขอซอยย่อยเวลาเรียนเดี่ยวนะครับ
วันศุกร์ตอนเย็น หลังแคร์ วิโอลา ( ถ้าเปิดเทอมแล้วค่อยว่ากันใหม่)
วันเสาร์ 12.00 เชลโล ( พี่อาร์ต )
วันเสาร์ 13.00 เชลโล ( ตั้ม )
วันเสาร์ 15.00 ไวโอลิน ( พี่กุล )
วันเสาร์ 16.00 วิโอลา (เบลล์+โอลีฟ)
วันสาร์ 17.00 ไวโอลิน (พรีม)**
ส่วนวันอาทิตย์ ในภายภาคหน้า ให้จบงานคัดนักร้องก่อน เราจะซ้อมวันอาทิตย์อีก 1 วัน
ซึ่งงานคัดนักร้องเราจะให้ จบประมาณสิ้นเดือนมิถุนายนอะ ดังนั้น กรกฎาคม-เรื่อยไป เราก็จะซ้อมกันเวลา 15.00 - 16.30 ด้วย
เดี๋ยวเรามาทำ Product เพื่อจะขายของหาเงินเข้าวงกันเด็กๆ เย้ๆ
** ต่อไปเราจะเก็บตังซื้อ ดับเบิ้ลเบส กะหาคนมาเล่นดับเบิ้ลเบสกัน เย้ๆ ตัวละ 4 หมื่น *0*
ใกล้ความจริงแล้วๆๆๆ เย้ๆ ๆ ๆ ๆ ตั้งแต่ กรกฏา ยัน ตุลา น่าจะขึ้นค่ายได้อย่างไม่มีปัญหาละอะ
อลังการละไง ปีนี้ ... เดี๋ยวบล็อกต่อไปเรามาคุยเรื่องชุดกัน เสื้อผ้า จะเอาอย่างไร COSPLAY โมสาร์ท เลยมะ เอิ๊กๆๆๆๆๆ
อ้อ ยินดีที่ได้รู้จัก น้องบูมด้วย ผู้สนใจในสัปดาห์ที่ผ่านมาจ่ะ ( ดันเล่นไวโอลินได้อีก จับยัดเข้าวงซะเลย เอิ๊กๆๆ) แล้วน้องอุก ก็เตรียมตัวเตรียมใจไว้นาจ๊ะ จะให้หนูพรีมเป็นอาจารย์สอนประจำ พี่จะเป็นอาจารย์กิตติมศักดิ์ละ (สอนมาเยอะละ ให้คนอื่นสอนมั่ง จะได้ช่วยๆกันฝึก เอิ๊กๆๆ )

ไวโอลิน - น้องพรีม
ไวโอลิน - พี่กุล
ไวโอลิน+เปียโน - เจมส์
ไวโอลิน+คอนดักต์ - พี่แบงค์
ไวโอลิน - นนท์
ไวโอลิน - อุค**
ไวโอลิน - ต้อม ( กาญจน์ฯ)**
ไวโอลิน - เอ็ม**
วิโอลา - เบลล์
วิโอลา - โอลีฟ
เชลโล - ตั้ม
เชลโล - พี่อาร์ต
ทรัมเปต - โฮป
สำหรับไวโอลิน ยังไม่แบ่งไลน์ 1/2 นะ ...
นี่คือตัวละครหลักๆทั้งหมดของฮานานีม ณ ปัจจุบัน
ก็ถือว่าเยอะในระดับแชมเบอร์ละนะเนี่ย
เวลาซ้อมวงเริ่มตั้งแต่ 15.30-17.00 ของวันเสาร์ทุกเสาร์
ตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป
แต่ก่อนจะถึงช่วงนั้น จะขอซอยย่อยเวลาเรียนเดี่ยวนะครับ
วันศุกร์ตอนเย็น หลังแคร์ วิโอลา ( ถ้าเปิดเทอมแล้วค่อยว่ากันใหม่)
วันเสาร์ 12.00 เชลโล ( พี่อาร์ต )
วันเสาร์ 13.00 เชลโล ( ตั้ม )
วันเสาร์ 15.00 ไวโอลิน ( พี่กุล )
วันเสาร์ 16.00 วิโอลา (เบลล์+โอลีฟ)
วันสาร์ 17.00 ไวโอลิน (พรีม)**
ส่วนวันอาทิตย์ ในภายภาคหน้า ให้จบงานคัดนักร้องก่อน เราจะซ้อมวันอาทิตย์อีก 1 วัน
ซึ่งงานคัดนักร้องเราจะให้ จบประมาณสิ้นเดือนมิถุนายนอะ ดังนั้น กรกฎาคม-เรื่อยไป เราก็จะซ้อมกันเวลา 15.00 - 16.30 ด้วย
เดี๋ยวเรามาทำ Product เพื่อจะขายของหาเงินเข้าวงกันเด็กๆ เย้ๆ
** ต่อไปเราจะเก็บตังซื้อ ดับเบิ้ลเบส กะหาคนมาเล่นดับเบิ้ลเบสกัน เย้ๆ ตัวละ 4 หมื่น *0*
ใกล้ความจริงแล้วๆๆๆ เย้ๆ ๆ ๆ ๆ ตั้งแต่ กรกฏา ยัน ตุลา น่าจะขึ้นค่ายได้อย่างไม่มีปัญหาละอะ
อลังการละไง ปีนี้ ... เดี๋ยวบล็อกต่อไปเรามาคุยเรื่องชุดกัน เสื้อผ้า จะเอาอย่างไร COSPLAY โมสาร์ท เลยมะ เอิ๊กๆๆๆๆๆ
อ้อ ยินดีที่ได้รู้จัก น้องบูมด้วย ผู้สนใจในสัปดาห์ที่ผ่านมาจ่ะ ( ดันเล่นไวโอลินได้อีก จับยัดเข้าวงซะเลย เอิ๊กๆๆ) แล้วน้องอุก ก็เตรียมตัวเตรียมใจไว้นาจ๊ะ จะให้หนูพรีมเป็นอาจารย์สอนประจำ พี่จะเป็นอาจารย์กิตติมศักดิ์ละ (สอนมาเยอะละ ให้คนอื่นสอนมั่ง จะได้ช่วยๆกันฝึก เอิ๊กๆๆ )
วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
ที่มาของเครื่องสายตะวันตก
ที่มาของไวโอลิน วิโอล่า เชลโล่ ดับเบิลเบส
ไหนๆ ก็ทำบล็อกของวงเกี่ยวกับเครื่องสายก็ขอเล่าเรื่องราวที่มาของเครื่องสายยุโรปหน่อยก็แล้วกันเนอะ
เพราะการเขียนถึงเรื่องราวและประวัติศาสตร์ของไวโอลินอาจจะเขียนได้เป็นร้อยๆ พันๆ หน้ากระดาษเลยทีเดียว มีนักเขียนมากมายที่เขียวเรื่องราวประวัติศาสตร์ของไวโอลิน เรื่องราวที่มีสเน่ห์เเละประวัติอันยาวนานของมัน รวมถึงมุมมองและทัศนะที่แตกต่างกันมากมาย แต่มีเพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้นที่ยืนยันได้อย่างแน่นอน
ในอดีตที่ มนุษย์ยังล่าสัตว์เป็นอาหารอยู่นั้น มนุษย์พบว่าการยิงธนูทำให้เกิดเสียงขึ้น นั่นเป็นเพราะการสั่นสะเทือนของสายคันธนู ข้อเท็จจริงที่ว่าการทำให้สายเกิดการสั่นสะเทือนด้วยการใช้คันชักลากผ่านสาย ถูกค้นพบหลังจากนั้นอีกนาน เเต่เกิดขึ้นเมื่อไหร่นั้นไม่ปรากฏชัดเจน แต่เครื่องดนตรีที่ใช้คันชักนั้นอาจจะมีการเล่นกันในอาณาจักรเปอร์เซียโบราณ และที่อื่นๆ มาก่อนแล้ว ในช่วงต้นศตวรรษที่ 8 และในยุโรปในราวๆ ช่วงศตวรรษที่ 9 คำว่า ' Fiddle ' นอกจากจะเป็นคำทั่วไปที่ใช้เรียกเครื่องดนตรีที่ใช้คันชักทุกๆ ชนิดแล้ว คำๆ นี้มักจะหมายความถึงเครื่องดนตรีตั้งแต่ยุคกลาง (Middle Ages) อีกด้วย ซึ่งมีเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น
Lira da B
raccio ( อ่านว่า ลีร่า ดา บรัชโช่ )
เครื่อง สายในตระกูล Fiddle ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีชนิดหนึ่งนั่นคือ Lira da Braccio โดยปกติจะมี 5 สายหรือมากกว่า และยังมีสาย 'Bourdon' อีก 2 สายที่เรียกกันว่า Off-board drones ซึ่งสายเหล่านี้จะไม่ดีดหรือสี แต่จะสั่นสะเทือนไปตามการเล่นของคุณ ซอ Lira da Braccio จะเล่นโดย 'วางบนแขน' ตามความหมายของคำว่า 'Braccio' ซึ่งในภาษาอิตาเลี่ยนหมายถึงแขน
Lira da Braccio ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในต้นกำเนิดของไวโอลินเเละวิโอล่า แต่เดิมนั้นเครื่องดนตรีเหล่านี้เล่นโดยวางบนแขนเช่นเดียวกัน และเป็นเรื่องบังเอิญที่คำว่าวิโอล่าในภาษาเยอรมันคือ Bratsche มีที่มาจาก Braccio ของอิตาลี

Viola da Gamba ( วิโอล่า ดา กัมบ้า )
ในช่วงปลายๆศตวรรษที่ 15 ซอวิโอล Viol หรือ Viola da Gamba ตัวแรกได้ถูกสร้างขึ้น ซอ Lira da BraccioLira จะตรงข้ามกับซอ Viol ซึ่งจะเล่นโดยให้คอของมันอยู่ในแนวตั้ง ซอ Viol ขนาดเล็กจะใช้ส่วนปลาย (Tail) ของมันวางที่เข่าของผู้เล่น ส่วนซอ Viol ขนาดใหญ่จะวางอยู่ระหว่างขาทั้ง 2 ข้างเช่นเดียวกับเชลโล (คำว่า ' Gamba ' ในภาษาอิตาเลี่ยนแปลว่าขา)
ความแตกต่างของ Viola da Gamba กับ Lira da Braccio
ไม่เพียงแต่ การจับ Viola da Gamba จะต่างจาก Lira da Braccio เท่านั้น แต่หน้าตายังต่างกันเท่านั้นอีกด้วย เช่น Viola da Gamba ช่วงไหล่จะลาดลง มีสายมากกว่า และตั้งเสียงต่างกัน นอกจากนั้นยังมีเฟรท (Fret) เเบบเดียวกับกีตาร์ เส้นโลหะบางๆ ที่ฝังในแนวขวางกับส่วนคอช่วยให้เล่นได้เสียงไม่เพี้ยน เฟรทจะวางในตำแหน่งที่ถูกต้องซึ่งจะให้เสียงที่ถูกต้องมากกว่าตำแหน่งกดของ นิ้ว สำหรับ Viola da Gamba จะใช้สายเอ็นซึ่งจะพันอยู่บริเวณคอ
ราย ละเอียดอื่นๆ ที่แตกต่างของ Viola da Gamba นอกจากเสียงที่บอบบางและนุ่มนวลก็คือ ส่วนใหญ่แล้วจะเล่นโดยนักดนตรีสมัครเล่นที่มีฐานะดี ซึ่งตรงกันข้ามกับ Lira da Braccio และไวโอลิน ซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มนักดนตรีพื้นบ้านและนักดนตรีเต้นรำที่มักจะหารายได้ จากการแสดงเลี้ยงชีพ เมื่อวางไวโอลินไว้บนแขนก็สามารถเต้นรำและเดินไปมาตามเพลงที่เล่นได้ นอกจากนั้นไวโอลินยังให้เสียงที่ดังกว่า
Viola da Gamba จึงมีประโยชน์ที่จะใช้กับงานเลี้ยงสังสรรค์ได้ดีกว่า เมื่อประมาณ 200 กว่าปีที่ผ่านมา ภาพของ Viola da Gamba ก็ค่อยๆ หายไปจากความทรงจำของผู้คน ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมเล่นกันมากนัก
เชลโลและดับเบิ้ลเบส
จริงๆ แล้วเชลโลเป็นเครื่องดนตรีในตระกูล Lira da Braccio แต่เนื่องจากมันมีขนาดใหญ่มาก เวลาเล่นคอของมันจะอยู่ในแนวตั้งและวางอยู่ระหว่างขาของนักดนตรี ส่วนดับเบิ้ลเบสมีความเกี่ยวข้องกับทั้ง Lira da Braccio กับ Viola da Gamba
Andrea Amati และ Antonio Stradivari
ไวโอลิน ตัวแรกถูกสร้างขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 16 หนึ่งในนั้นเป็นผลงานของ Andrea Amati ซึ่งยังตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน ในช่วงปี 1700 Antonio Stradivari สร้างไวโอลินที่มีความป่องเพียงเล็กน้อย ให้เสียงที่มีพลังกว่า แต่ชื่อเสียงของเขายังไม่เป็นที่รู้จักในทันที ผู้คนยังคุ้นเคยกับไอลินที่มีเสียงนุ่มนวลและมีความป่องมากๆ อยู่ แต่หลังจากนั้นไม่นานความต้องการไวโอลินที่มีน้ำเสียงที่ทรงพลังได้เพิ่ม ขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการที่ดนตรีต้องแสดงในห้องโถงที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
คันชัก
ใน ช่วงเดียวกันนั้นเอง คันชักก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน มีการดัดด้ามคันชักให้มีความโค้งจากเดิมที่เป็นแนวตรง ซึ่งทำให้นักดนตรีสามารถเพิ่มพลังในการเล่นได้มากขึ้น
สายไวโอลิน
สาย ไวโอลินในยุคแรกๆ เป็นสายเอ็นเเบบเรียบๆ ต่อมาในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 มีการค้นพบว่าสามารถทำให้สายบางลงได้โดยการพันรอบสาย สายที่บางลงและมีการพันสายจะทำให้เล่นได้ง่ายขึ้น สายโลหะสาย E เริ่มเป็นที่นิยมตั้งแต่เมื่อประมาณร้อยกว่าปีมาแล้ว ส่วนสายโลหะสายอื่นๆ เริ่มเป็นที่นิยมหลังจากนั้นประมาณ 20 ปี สายสังเคราะห์ (Synthetic-core string) เริ่มเข้ามาในช่วงทศวรรษที่ 1950
เครื่องสายในตระกูลไวโอลิน
เป็นที่ทราบกันดีว่าเชลโลเเละดับ เบิ้ลเบสเป็นเครื่องดนตรี 2 ชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับไวโอลิน แต่แน่นอนว่ายังมีเครื่องดนตรีอื่นๆ หลายชิ้นที่เกี่ยวข้องทั้งเก่าและใหม่ ตั้งแต่ Rabab จนถึง Kemenc
he และ Hardanger fele ซึ่งเครื่องดนตรีชนิดใหม่ที่สุดที่เกี่ยวข้องก็คือไวโอลินไฟฟ้า
ไวโอลิน และวิโอล่าเป็นเครื่องดนตรีในตระกูลเครื่องสาย (String insrument) และยังถูกเรียกว่า 'เครื่องดนตรีที่ใช้คันชัก' (Bow instrument) ซึ่งทำให้มันแตกต่างจากเครื่องดนตรีประเภท 'ดีด' เช่น กีตาร์ แบนโจ หรือฮาร์พ
เชลโลในยุคแรกๆ นั้นไม่ค่อยแตกต่างจากไวโอลินและวิโอล่ามากนัก ความแตกต่างหลักๆ ก็คือขนาดที่ค่อนข้างใหญ่กว่านั่นเอง สายทั้ง 4 ของเชลโลตั้งเสียงเหมือนกับวิโอล่า แต่ต่ำกว่า 1 ขั้นคู่เสียง (8 คีย์สีขาวของเปียโน) เชลโลยังคงใช้ชื่อเดิมของมันคือ Violoncello ซึ่งแปลว่าเบสขนาดเล็ก ในช่วงปี ค.ศ. 1700 Antonio Stardivari ( เจ้าของ Red Violin ) ได้สร้างเชลโลซึ่งได้กลายเป็นแบบมาตรฐานที่ยังคงใช้กันอยู่ทุกจวบจนวันนี้
ดับเบิ้ลเบสจะดูคล้ายไวโอลินขนาดใหญ่ แต่จริงๆ แล้วมีข้อแตกต่างกันหลายอย่างทีเดียว และไม่ใช่ญาติที่ใกล้ชิดกับไวโอลินนัก ดับเบิ้ลเบสจะมีช่วงไหล่ที่ลาดลงซึ่งแตกต่างจากไวโอลิน และเเผ่นหลังที่มักจะเเบนราบแม้ว่าจะมีแบบที่ด้านหลังป่องออกก็ตาม การตั้งเสียงก็ต่างกันเช่นเดียวกัน และตั้งเสียงจากเสียงต่ำไปหาสูงคือ E-A-D-G เหมือนกับกีตาร์เบสไฟฟ้า ความแตกต่างประการอื่นก็คือ ดับเบิ้ลเบสมีอุปกรณ์ที่ใช้ตั้งสายมากกว่าที่จะใช้ลูกบิด ดับเบิ้ลเบสยังถูกใช้ในดนตรีที่นอกเหนือจากดนตรีคลาสสิกอีกด้วย ในกรณีนี้จะใช้การดีดแทนการใช้คันชัก ซึ่งคล้ายคลึงกับกีตาร์เบสไฟฟ้าอีกเช่นกัน
-*- มาถึงตรงนี้ ก็รู้สึกมันจะวิชาการมากไปซะละเรา -*- พูดไปพูดมา ก็อยากได้ Stradivari สักตัวเนอะ ขอตัว ก็อปปี้ก็ยังดี ราคาตัวก็อปก็ราวๆ 150,000 ละ เฮ้อ ..... ไว้คราวหลังจะหาเรื่องมันๆ เกี่ยวกับเพลงคลาสสิคมาฝาก ..
ไหนๆ ก็ทำบล็อกของวงเกี่ยวกับเครื่องสายก็ขอเล่าเรื่องราวที่มาของเครื่องสายยุโรปหน่อยก็แล้วกันเนอะ
เพราะการเขียนถึงเรื่องราวและประวัติศาสตร์ของไวโอลินอาจจะเขียนได้เป็นร้อยๆ พันๆ หน้ากระดาษเลยทีเดียว มีนักเขียนมากมายที่เขียวเรื่องราวประวัติศาสตร์ของไวโอลิน เรื่องราวที่มีสเน่ห์เเละประวัติอันยาวนานของมัน รวมถึงมุมมองและทัศนะที่แตกต่างกันมากมาย แต่มีเพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้นที่ยืนยันได้อย่างแน่นอน
ในอดีตที่ มนุษย์ยังล่าสัตว์เป็นอาหารอยู่นั้น มนุษย์พบว่าการยิงธนูทำให้เกิดเสียงขึ้น นั่นเป็นเพราะการสั่นสะเทือนของสายคันธนู ข้อเท็จจริงที่ว่าการทำให้สายเกิดการสั่นสะเทือนด้วยการใช้คันชักลากผ่านสาย ถูกค้นพบหลังจากนั้นอีกนาน เเต่เกิดขึ้นเมื่อไหร่นั้นไม่ปรากฏชัดเจน แต่เครื่องดนตรีที่ใช้คันชักนั้นอาจจะมีการเล่นกันในอาณาจักรเปอร์เซียโบราณ และที่อื่นๆ มาก่อนแล้ว ในช่วงต้นศตวรรษที่ 8 และในยุโรปในราวๆ ช่วงศตวรรษที่ 9 คำว่า ' Fiddle ' นอกจากจะเป็นคำทั่วไปที่ใช้เรียกเครื่องดนตรีที่ใช้คันชักทุกๆ ชนิดแล้ว คำๆ นี้มักจะหมายความถึงเครื่องดนตรีตั้งแต่ยุคกลาง (Middle Ages) อีกด้วย ซึ่งมีเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น
Lira da B
raccio ( อ่านว่า ลีร่า ดา บรัชโช่ )เครื่อง สายในตระกูล Fiddle ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีชนิดหนึ่งนั่นคือ Lira da Braccio โดยปกติจะมี 5 สายหรือมากกว่า และยังมีสาย 'Bourdon' อีก 2 สายที่เรียกกันว่า Off-board drones ซึ่งสายเหล่านี้จะไม่ดีดหรือสี แต่จะสั่นสะเทือนไปตามการเล่นของคุณ ซอ Lira da Braccio จะเล่นโดย 'วางบนแขน' ตามความหมายของคำว่า 'Braccio' ซึ่งในภาษาอิตาเลี่ยนหมายถึงแขน
Lira da Braccio ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในต้นกำเนิดของไวโอลินเเละวิโอล่า แต่เดิมนั้นเครื่องดนตรีเหล่านี้เล่นโดยวางบนแขนเช่นเดียวกัน และเป็นเรื่องบังเอิญที่คำว่าวิโอล่าในภาษาเยอรมันคือ Bratsche มีที่มาจาก Braccio ของอิตาลี

Viola da Gamba ( วิโอล่า ดา กัมบ้า )
ในช่วงปลายๆศตวรรษที่ 15 ซอวิโอล Viol หรือ Viola da Gamba ตัวแรกได้ถูกสร้างขึ้น ซอ Lira da BraccioLira จะตรงข้ามกับซอ Viol ซึ่งจะเล่นโดยให้คอของมันอยู่ในแนวตั้ง ซอ Viol ขนาดเล็กจะใช้ส่วนปลาย (Tail) ของมันวางที่เข่าของผู้เล่น ส่วนซอ Viol ขนาดใหญ่จะวางอยู่ระหว่างขาทั้ง 2 ข้างเช่นเดียวกับเชลโล (คำว่า ' Gamba ' ในภาษาอิตาเลี่ยนแปลว่าขา)
ความแตกต่างของ Viola da Gamba กับ Lira da Braccio
ไม่เพียงแต่ การจับ Viola da Gamba จะต่างจาก Lira da Braccio เท่านั้น แต่หน้าตายังต่างกันเท่านั้นอีกด้วย เช่น Viola da Gamba ช่วงไหล่จะลาดลง มีสายมากกว่า และตั้งเสียงต่างกัน นอกจากนั้นยังมีเฟรท (Fret) เเบบเดียวกับกีตาร์ เส้นโลหะบางๆ ที่ฝังในแนวขวางกับส่วนคอช่วยให้เล่นได้เสียงไม่เพี้ยน เฟรทจะวางในตำแหน่งที่ถูกต้องซึ่งจะให้เสียงที่ถูกต้องมากกว่าตำแหน่งกดของ นิ้ว สำหรับ Viola da Gamba จะใช้สายเอ็นซึ่งจะพันอยู่บริเวณคอ
ราย ละเอียดอื่นๆ ที่แตกต่างของ Viola da Gamba นอกจากเสียงที่บอบบางและนุ่มนวลก็คือ ส่วนใหญ่แล้วจะเล่นโดยนักดนตรีสมัครเล่นที่มีฐานะดี ซึ่งตรงกันข้ามกับ Lira da Braccio และไวโอลิน ซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มนักดนตรีพื้นบ้านและนักดนตรีเต้นรำที่มักจะหารายได้ จากการแสดงเลี้ยงชีพ เมื่อวางไวโอลินไว้บนแขนก็สามารถเต้นรำและเดินไปมาตามเพลงที่เล่นได้ นอกจากนั้นไวโอลินยังให้เสียงที่ดังกว่า
Viola da Gamba จึงมีประโยชน์ที่จะใช้กับงานเลี้ยงสังสรรค์ได้ดีกว่า เมื่อประมาณ 200 กว่าปีที่ผ่านมา ภาพของ Viola da Gamba ก็ค่อยๆ หายไปจากความทรงจำของผู้คน ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมเล่นกันมากนัก
เชลโลและดับเบิ้ลเบส
จริงๆ แล้วเชลโลเป็นเครื่องดนตรีในตระกูล Lira da Braccio แต่เนื่องจากมันมีขนาดใหญ่มาก เวลาเล่นคอของมันจะอยู่ในแนวตั้งและวางอยู่ระหว่างขาของนักดนตรี ส่วนดับเบิ้ลเบสมีความเกี่ยวข้องกับทั้ง Lira da Braccio กับ Viola da Gamba
Andrea Amati และ Antonio Stradivari
ไวโอลิน ตัวแรกถูกสร้างขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 16 หนึ่งในนั้นเป็นผลงานของ Andrea Amati ซึ่งยังตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน ในช่วงปี 1700 Antonio Stradivari สร้างไวโอลินที่มีความป่องเพียงเล็กน้อย ให้เสียงที่มีพลังกว่า แต่ชื่อเสียงของเขายังไม่เป็นที่รู้จักในทันที ผู้คนยังคุ้นเคยกับไอลินที่มีเสียงนุ่มนวลและมีความป่องมากๆ อยู่ แต่หลังจากนั้นไม่นานความต้องการไวโอลินที่มีน้ำเสียงที่ทรงพลังได้เพิ่ม ขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการที่ดนตรีต้องแสดงในห้องโถงที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
คันชัก
ใน ช่วงเดียวกันนั้นเอง คันชักก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน มีการดัดด้ามคันชักให้มีความโค้งจากเดิมที่เป็นแนวตรง ซึ่งทำให้นักดนตรีสามารถเพิ่มพลังในการเล่นได้มากขึ้น
สายไวโอลิน
สาย ไวโอลินในยุคแรกๆ เป็นสายเอ็นเเบบเรียบๆ ต่อมาในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 มีการค้นพบว่าสามารถทำให้สายบางลงได้โดยการพันรอบสาย สายที่บางลงและมีการพันสายจะทำให้เล่นได้ง่ายขึ้น สายโลหะสาย E เริ่มเป็นที่นิยมตั้งแต่เมื่อประมาณร้อยกว่าปีมาแล้ว ส่วนสายโลหะสายอื่นๆ เริ่มเป็นที่นิยมหลังจากนั้นประมาณ 20 ปี สายสังเคราะห์ (Synthetic-core string) เริ่มเข้ามาในช่วงทศวรรษที่ 1950
เครื่องสายในตระกูลไวโอลิน
เป็นที่ทราบกันดีว่าเชลโลเเละดับ เบิ้ลเบสเป็นเครื่องดนตรี 2 ชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับไวโอลิน แต่แน่นอนว่ายังมีเครื่องดนตรีอื่นๆ หลายชิ้นที่เกี่ยวข้องทั้งเก่าและใหม่ ตั้งแต่ Rabab จนถึง Kemenc
he และ Hardanger fele ซึ่งเครื่องดนตรีชนิดใหม่ที่สุดที่เกี่ยวข้องก็คือไวโอลินไฟฟ้าไวโอลิน และวิโอล่าเป็นเครื่องดนตรีในตระกูลเครื่องสาย (String insrument) และยังถูกเรียกว่า 'เครื่องดนตรีที่ใช้คันชัก' (Bow instrument) ซึ่งทำให้มันแตกต่างจากเครื่องดนตรีประเภท 'ดีด' เช่น กีตาร์ แบนโจ หรือฮาร์พ
เชลโลในยุคแรกๆ นั้นไม่ค่อยแตกต่างจากไวโอลินและวิโอล่ามากนัก ความแตกต่างหลักๆ ก็คือขนาดที่ค่อนข้างใหญ่กว่านั่นเอง สายทั้ง 4 ของเชลโลตั้งเสียงเหมือนกับวิโอล่า แต่ต่ำกว่า 1 ขั้นคู่เสียง (8 คีย์สีขาวของเปียโน) เชลโลยังคงใช้ชื่อเดิมของมันคือ Violoncello ซึ่งแปลว่าเบสขนาดเล็ก ในช่วงปี ค.ศ. 1700 Antonio Stardivari ( เจ้าของ Red Violin ) ได้สร้างเชลโลซึ่งได้กลายเป็นแบบมาตรฐานที่ยังคงใช้กันอยู่ทุกจวบจนวันนี้
ดับเบิ้ลเบสจะดูคล้ายไวโอลินขนาดใหญ่ แต่จริงๆ แล้วมีข้อแตกต่างกันหลายอย่างทีเดียว และไม่ใช่ญาติที่ใกล้ชิดกับไวโอลินนัก ดับเบิ้ลเบสจะมีช่วงไหล่ที่ลาดลงซึ่งแตกต่างจากไวโอลิน และเเผ่นหลังที่มักจะเเบนราบแม้ว่าจะมีแบบที่ด้านหลังป่องออกก็ตาม การตั้งเสียงก็ต่างกันเช่นเดียวกัน และตั้งเสียงจากเสียงต่ำไปหาสูงคือ E-A-D-G เหมือนกับกีตาร์เบสไฟฟ้า ความแตกต่างประการอื่นก็คือ ดับเบิ้ลเบสมีอุปกรณ์ที่ใช้ตั้งสายมากกว่าที่จะใช้ลูกบิด ดับเบิ้ลเบสยังถูกใช้ในดนตรีที่นอกเหนือจากดนตรีคลาสสิกอีกด้วย ในกรณีนี้จะใช้การดีดแทนการใช้คันชัก ซึ่งคล้ายคลึงกับกีตาร์เบสไฟฟ้าอีกเช่นกัน
-*- มาถึงตรงนี้ ก็รู้สึกมันจะวิชาการมากไปซะละเรา -*- พูดไปพูดมา ก็อยากได้ Stradivari สักตัวเนอะ ขอตัว ก็อปปี้ก็ยังดี ราคาตัวก็อปก็ราวๆ 150,000 ละ เฮ้อ ..... ไว้คราวหลังจะหาเรื่องมันๆ เกี่ยวกับเพลงคลาสสิคมาฝาก ..
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
